|
ชมรมเยาวชนฯ อาสา หาทางบรรเทา.... |
|
ชมรมเยาวชนฯ อาสา หาทางบรรเทา
“แผ่นดินหาย”
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 ตุลาคม 2549 11:42 น.
นอกจากปัญหาน้ำปริมาณมหาศาลที่มากจนเกินกว่าเขื่อนที่มีอยู่ในประเทศไทยจะรองรับได้ทั้งหมด
จนก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัด
แต่ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านขุนสมุทรจีน
ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ
หมู่บ้านที่กำลังจะหายไปจากแผ่นดินไทย!
เหตุผลที่หมู่บ้านดังกล่าวกำลังจะหายไปก็คือปัญหา “การกัดเซาะชายฝั่งทะเล”
ที่กัดกินชายฝั่งหมู่บ้านนี้ไปถึง 3 - 4 กิโลเมตร ทั้งนี้หมู่บ้านขุนสมุทรจีน
มีพื้นที่ทั้งหมด 790 ไร่ ประชากร 420 คน มี 168 หลังคาเรือน
แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงแค่ 105 หลังเท่านั้น
ด้วยสาเหตุดังกล่าวชมรมเยาวชนธนาคารโลก*
จึงได้จัดทัศนศึกษาไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อทำความเข้าใจ
ตระหนักและคิดหาทางแก้ปัญหา
“ยุ้ย - นพรัตน์ กิตติโสภากุล”
นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในชมรมเยาวชนธนาคารโลก
กล่าวว่าเมื่อทางกลุ่มรู้ว่ามีปัญหานี้เกิดขึ้น
หมู่บ้านหนึ่งกำลังจะหายไปจากแผ่นดินไทย พวกเธอจึงคิดที่จะมายังพื้นที่ดังกล่าว
เพื่อรับทราบข้อมูลและหาหนทางที่จะช่วยเหลือในฐานะที่เยาวชนซึ่งเป็นบุคลากรหนึ่งของสังคมไทย
โดยรศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล
หัวหน้าโครงการวิจัยแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนนำน้องๆ
นักศึกษาชมรมเยาวชนธนาคารโลกเข้าพบกับผู้ใหญ่บ้าน “สมร เข่งสมุทร” ผู้ใหญ่บ้านหมู่
9 บ้านขุนสมุทรจีน
โดยผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่ารู้สึกดีใจที่คนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจเรื่องนี้
ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านต่อสู้กันมา 30 ปี จากที่อยู่กันมาเป็นพันๆ
ตอนนี้คนก็หายไปหมดเหลือแค่ 200-300 คน มีแต่คนแก่กับเด็กๆ
“เราแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยใช้วิธีที่บรรพบุรุษเคยทำมา ก็คือการใช้ไม้ลวกปักไว้
การตั้งเสาไฟฟ้ากลางทะเลเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำทะเลกัดเซาะเข้ามา
หรือมีการรณรงค์ การปลูกป่าชายเลน
แต่วิธีดังกล่าวเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
เพราะวัสดุที่นำมาใช้ไม่ว่าจะเป็นไม้ลวก ซึ่งเป็นไม้ที่มีอายุการใช้งานที่ไม่นาน
หรือเสาไฟฟ้าที่มีราคาสูงมาก
ชาวบ้านคงไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้อเสาไฟฟ้ามาปักไว้ได้
วิธีหนึ่งที่ชาวบ้านสามารถที่จะทำได้ก็คือ การปลูกป่าชายเลน
แต่กว่าป่าที่ปลูกจะโตก็อาจจะไม่ทันต่อการป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเลที่เกิดขึ้นทุกปี”
ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
รศ.ดร.ธนวัฒน์ อธิบายสภาพปัญหา สาเหตุ
และหนทางออกเพื่อปูพื้นให้กับนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่าปัญหา
“การกัดเซาะชายฝั่งทะเล”
เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังประสบซึ่งทำให้พื้นดินของโลกหายไปกว่าร้อยละ 30
สำหรับแนวชายฝั่งไทยซึ่งยาวประมาณ 2,700 กิโลเมตร ต่างประสบปัญหานี้
ซึ่งทำให้แผ่นดินหายไปถึง 130,000 ไร่ทั่วประเทศ
และสำหรับแนวชายฝั่งอ่าวไทยซึ่งได้แก่จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม
และกรุงเทพมหานครถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหานี้รุนแรงอันดับต้นๆ ของโลก
และพื้นที่หมู่บ้านขุนสมุทรจีนถือว่าประสบปัญหารุนแรงที่สุด
“สาเหตุที่ทำให้การกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติกลายเป็นปัญหารุนแรงในปัจจุบัน
มีหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ ภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน
ทำให้น้ำทะเลขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ,
การสร้างเขื่อนซึ่งทำให้ตะกอนดินที่เคยไหลจากแม่น้ำมาสู่ปากแม่น้ำกลายเป็นแผ่นดินงอก
หายไป 75%,
การทรุดตัวของแผ่นดินเนื่องจากพื้นที่รอบชายฝั่งอ่าวไทยเป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรม
และป่าชายเลนเสื่อมโทรมเนื่องจากอาชีพการเลี้ยงกุ้งและการตัดไม้
หากปล่อยให้ปัญหาที่ดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่แก้ไข
จะทำให้อัตราการกัดเซาะจะทวีความรุนแรงกัดเซาะชายฝั่ง 65 เมตรต่อปี และภายในไม่กี่
10
ปีข้างหน้าชุมชนรอบสนามบินสุวรรณภูมิจะถูกกัดเซาะและได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน”
เมื่อฟังกลุ่มนักศึกษาได้ทราบภาพโดยรวมแล้ว
พวกเขาก็แยกกลุ่มเพื่อแสดงความเห็น อภิปรายหาทางออก พวกเขาเห็นว่าปัญหาใหญ่
ปัญหาแรก คือคนในสังคมไม่ทราบและตระหนักว่าปัญหานี้เป็นสิ่งใกล้ตัวและรุนแรง
เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่เห็นเป็นปัญหา ภาครัฐจึงไม่ได้ขยับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ปัญหาที่สองคือเรื่องเงินทุนในการดำเนินการซึ่งต้องใช้เป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้พวกเขายังเดินทางไปเห็นของจริงที่วัดขุนสมุทราราม
และทางเดินที่พวกเขาเดินเป็นทางเดินไม้ยกสูงจากน้ำและคันดินที่ถูกถมให้สูงเพื่อกันน้ำท่วมถึง
ทั้งนี้ตัวโบสถ์วัดขุนสมุทรารามเป็นโบสถ์เล็กๆ ที่ยกพื้นสูงกว่า 1 เมตร
ชาวบ้านบอกกับกลุ่มนักศึกษาว่าหากในช่วงน้ำขึ้นแล้ว
ระดับน้ำปริ่มขอบหน้าต่างโบสถ์เลยทีเดียว
และเมื่อกลุ่มนักศึกษาเดินไปถึงริมฝั่งอาจารย์ธนวัฒน์ได้ชี้ให้ดูพื้นคอนกรีตที่อยู่ไกลลิบว่าที่นั่นเคยเป็นโรงเรียนมาก่อน
หลังจากนั้นชมรมเยาวชนโลกได้เดินค้นหาต้นกล้าและเพาะต้นกล้าในเรือนเพาะชำ
เพื่อนำไปปลูกป่าชายเลนในอนาคต
โดยพวกเขาแบ่งกลุ่มกันทำงานกันและเริ่มเดินลัดเลาะไปตามคันดิน เดินหาต้นแสมอ่อน
ใช้ทั้งมือและไม้เซาะดินเลนเหนียวๆ รอบต้นอ่อนไม่ให้รากขาดและตาย
และเมื่อได้ต้นอ่อนจำนวนหนึ่งแล้ว
พวกเขาก็นำไปต้นอ่อนที่ได้ไปเพาะปลูกในเรือนเพาะชำ
ต่อจากนั้นพวกเขานำผลการอภิปรายหาทางออกของปัญหาเมื่อช่วงเช้ามาดูกันอีกครั้ง
เพื่อสรุปรวมว่าพวกเขาคิดอะไร และอยากจะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้
“พชร วิชาลัย” นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประธานชมรมเยาวชนธนาคารโลกกล่าวถึงผลการระดมสมองว่า มีหลายหนทางที่เพื่อนๆ
เสนอไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า, การให้นักศึกษามาออกค่ายรับรู้ปัญหาและทำงานอาสาสมัคร,
การให้นักศึกษาด้านนิติศาสตร์เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องโฉนดที่ดินที่หายไปเพราะการกัดเซาะ,
การนำขยะที่ลอยมาติดที่หมู่บ้านนำมาแปรรูปเป็นแนวกั้นทะเล,
การปลูกสำนึกเด็กและเยาวชนให้เข้าใจในเรื่องนี้ การสร้างความตระหนักให้กับสังคม,
การให้ชมรมเยาวชนธนาคารโลกเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง, การเปิด website
เพื่อนำเสนอปัญหาและเปิดบัญชีเพื่อระดมเงิน, การลดใช้พลังงานเพื่อลดภาวะโลกร้อน,
ชักจูงให้คนสนใจพื้นที่นี้โดยดึงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับโบราณวัตถุ
ฯลฯ
“สำหรับผมเองในฐานะคนจัด
ในระหว่างเตรียมงานเราก็รู้พอสมควร แต่พอได้มาที่นี้ก็เห็นเลยว่ามันมากกว่าที่คิด
และมันเป็นปัญหาใหญ่มาก เป็นปัญหาของชาติเลยก็ว่าได้ สิ่งที่เราจะทำต่อไปแน่ๆ
คือการเป็นกระบอกเสียงเรื่องนี้ให้คนทั่วไปได้ตระหนัก จัดทำ website เพื่อระดมทุน
ประสานงานเรื่องนี้ให้กับองค์กรที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม และจะมาที่นี้อีกครั้งแน่ๆ
เพื่อปลูกป่าแนวดินที่เกิดขึ้นมาใหม่ครับ”
ด้าน “แพง - พสรพร
พนมวัน ณ อยุธยา” นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวว่าอยากให้รัฐบาลมาเห็นความสำคัญและแก้ปัญหากว่านี้ เพราะเท่าที่เห็น
รู้สึกว่าคนที่นี่โดนทิ้ง
“ตอนที่หนูล่องเรือเข้ามาก็รู้ตกใจมาก คิดว่าเขาต้องเดินทางอย่างไรนะ
ถ้ามีคนป่วยหนัก เพราะถนนหนทางก็ลำบากมาก ออกมาข้างนอกก็ต้องใช้เรือออกมา
กลับไปก็คิดว่าอยากจะทำเรื่องหาทุน ทำเรื่องถนนหนทาง
เนื่องจากพอรู้จักกับมหาลัยในต่างประเทศที่น่าจะให้ทุนได้
และก็อยากจะกระจายข่าวเรื่องนี้ต่อไปค่ะ”
“อาร์ต - วีรวิชญ์
เชาวิชัยสิทธิ์” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรม คอมพิวเตอร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่าสนใจเรื่องนี้
เพราะเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
“อาจารย์ให้เลือกประเด็นอะไรก็ได้มาทำรายงาน ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจและท้าทายมาก
และได้ติดต่อกับอาจารย์ธนวัฒน์แล้วอาจารย์ก็ชวนมาร่วมกิจกรรมครับ
มาแล้วก็พบว่าชาวบ้านที่นี่ใจดีมากๆ เราหลงทางเขาก็ช่วย
หลังจากได้มาเห็นแล้วก็รู้สึกว่าปัญหาก็ไม่ผิดจากที่คาดเอาไว้
แต่การมาทำให้เราได้เห็นปัญหาจริงๆ ว่ามันเป็นแบบไหน
และคิดว่าอยากจะบอกต่อปัญหาเหล่านี้ด้วยการทำสารคดีสั้นๆ สักชิ้นประกอบรายงาน
เพื่อทำให้เพื่อนๆและอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยได้เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นครับ”
สำหรับสิ่งที่อาจารย์ธนวัฒน์ทำอยู่ก็คือทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ
โดยวิจัยทุกแง่มุมของผลกระทบของการกัดเซาะชายฝั่ง
เสนอหนทางแก้ไขและสร้างตัวแบบวิธีการแก้ไขโดยให้หมู่บ้านขุนสมุทรจีนเป็นกรณีตัวอย่างให้ภาครัฐได้เห็นว่าสามารถทำได้จริงและคุ้มค่าที่จะทำ
“ผมได้ออกแบบเสาสามเหลี่ยมซึ่งสามารถป้องกันแรงกระแทกคลื่นและทำให้เกิดการงอกของพื้นดิน
เมื่อดินงอกแล้ว เราก็จะนำต้นกล้าไปเพาะที่ดินบริเวณนั้นให้เกิดเป็นป่าชายเลน
ทำให้มันเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติไปในตัว
ซึ่งหากทำได้จริง นอกจากเราจะทำให้ปัญหานี้หมดไป
สิ่งแวดล้อมชายฝั่งเราจะดีขึ้นด้วย” อาจารย์ธนวัฒน์กล่าว
ด้าน
“วิษณุ เก่งสมุทร” หนึ่งในทีมวิจัยชาวบ้านกล่าวว่า การกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่งนั้น
นอกจากจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนในเรื่องพื้นที่ทำกินแล้ว
ยังทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นของพวกเขาสูญหายไปด้วย
“ตอนนี้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นเด็กกับคนแก่
คนส่วนใหญ่อพยพไปหมดเพราะทำมาหากินไม่ได้ คนเฒ่าคนแก่ก็เลยไม่มีใครให้สืบต่อ
แม้แต่สถานที่ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในหมู่บ้านก็ต้องย้ายหลายต่อหลายครั้ง
เช่น ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย หรือ
วัดขุนสมุทรารามซึ่งตอนนี้เรียกว่ายื่นอยู่ในทะเลเลยก็ว่าได้”
สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านสมรกล่าวว่าเธอดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นเยาวชนมาช่วยหมู่บ้าน
มาช่วยประเทศชาติ เพราะนี่เป็นปัญหาของชาติ
“ถ้าหมู่บ้านนี้หายไป ที่อื่นๆ ก็จะค่อยๆ หายตามไป
ตัวเราเองก็เราก็พยายามทุกทางเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ปลูกป่าเหมือนคนบ้า เอาไม้ปัก
เอาเสามาปักตามมีตามเกิดอย่างที่เห็น เราถือว่าเราต้องช่วยตัวเองก่อน
ก่อนที่คนอื่นจะมาช่วย ก็เห็นจะมีทีมของอาจารย์ นี่แหละที่เขาช่วยอย่างจริงๆ จังๆ
ก็ขอบคุณเด็กๆ แล้วก็อาจารย์ค่ะ”....
(คอลัมน์:life 0n campus)
|