thaitemple
แผ่นดินหายที่ “บ้านขุนสมุทรจีน”
Tuesday, 16 May 2006
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 พฤษภาคม 2549 09:28 น. 
   
       ปัจจุบันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งถือเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่หลายๆ หน่วยงานต่างหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในพื้นที่บางส่วนของประเทศมีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตรต่อปี โดยในช่วง 28 ปีที่ผ่านมามีการกัดเซาะในพื้นที่ที่เป็นที่ราบน้ำทะเลขึ้นถึงและป่าชายเลนพังทลายหายไปประมาณ 1 กิโลเมตร
      
       ทั้งนี้ มี 5 จังหวัดที่เป็นพื้นที่อ่อนไหว และพบว่าอัตราการกัดเซาะที่ชายฝั่งชายฝั่งมีความรุนแรงที่สุดในประเทศไทย คือ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และสมุทรสงคราม
      
       กล่าวเฉพาะสมุทรปราการ พบว่าในช่วง 38 ปีที่ผ่านมาชายฝั่งของสมุทรปราการถูกกัดเซาะไปแล้วประมาณ 11,104 ไร่ และในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้าได้มีการคาดการณ์จากนักวิชาการว่าจะถูกกัดเซาะอีกกว่า 37,657 ไร่
      
       โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่บริเวณ “หมู่บ้านขุนสมุทรจีน” เป็นหมู่บ้านที่ได้รับปัญหาจากการกัดเซาะของน้ำทะเลหายไปประมาณ 1 กิโลเมตร ในช่วง 28 ปีที่ผ่านมา และในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาได้มีการย้ายบ้านที่อาศัยมาแล้ว ถึง 7 ครั้งเลยทีเดียว
      
       หมู่บ้านขุนสมุทรจีน ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 9 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ มีพื้นที่ทั้งหมด 790 ไร่ ประชากร 420 คน มี 168 หลังคาเรือน แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงแค่ 105 หลังเท่านั้น เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะของน้ำทะเลเป็นประจำทุกปี ซึ่งทางหมู่บ้านก็ได้มีการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการแก้ไขปัญหา เช่น การใช้ไม้ลวกมาปัก
      
       สมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน บอกว่า ทุกวันนี้ที่ชาวบ้านยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นเพราะไม่สามารถที่จะไปอยู่ที่ไหนได้ เนื่องจากว่าไม่มีเงินที่จะไปซื้อที่ที่อยู่ในตัวเมือง ก็ต้องทนกับสภาพที่เกิดขึ้นและก็ต้องอพยพทุกครั้งที่ พื้นที่ของตัวเองถูกน้ำทะเลเข้ามาไล่
      
       และพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยในการอพยพตั้งถิ่นฐานก็คือ บริเวณวัดขุนสมุทรทราวาส ซึ่งในแต่ละปีชาวบ้านจะมีการจัดงานทอดผ้าป่า ทอดกฐินเพื่อหาเงินเข้าวัด และนำเงินที่ได้จากการทำบุญไปซื้อหินมาทำเป็นที่กั้นเพื่อไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้ามาในวัด
      
       “เราแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยใช้วิธีที่บรรพบุรุษเคยทำมา ก็คือการใช้ไม้ลวกปักไว้ การตั้งเสาไฟฟ้ากลางทะเลเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำทะเลกัดเซาะเข้ามา หรือมีการรณรงค์ การปลูกป่าชายเลน แต่วิธีดังกล่าวเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะวัสดุที่นำมาใช้ไม่ว่าจะเป็นไม้ลวก ซึ่งเป็นไม้ที่มีอายุการใช้งานที่ไม่นาน หรือเสาไฟฟ้าที่มีราคาสูงมาก ชาวบ้านคงไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้อเสาไฟฟ้ามาปักไว้ได้ วิธีหนึ่งที่ชาวบ้านสามรถที่จะทำได้ก็คือ การปลูกป่าชายเลน แต่กว่าป่าที่ปลูกจะโตก็อาจจะไม่ทันต่อการป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเลที่เกิดขึ้นทุกปี”
      
       ด้านป้ามาลี กวินภาริกุลดิ์ อายุ 55 ปี ชาวบ้านหมู่บ้านขุนสมุทรจีนที่ต้องย้ายบ้านมาถึง 5 หลังบอกเล่าความรู้สึกด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจในโชคชะตาว่า ขณะนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมเลยว่า ถ้าถูกทะเลไล่รอบนี้จะไปอยู่ที่ไหน
      
       “ก็คงจะไปอาศัยวัดหลับนอนแล้ว จะทำอย่างไรได้ ก็เราเป็นคนจน ที่ดินที่เป็นของตัวเองก็ไม่มี รัฐบาลก็ไม่เข้ามาสนใจ เข้ามาคนสองคนแล้วก็เงียบหายไป แล้วคนจนอย่างพวกเราจะทำอะไรได้ จัดที่ให้เราไปอยู่บนป่าบนเขา เราอยู่ไม่ได้ เราเกิด และโตมากับอาชีพประมงจะให้ไปปลูกป่าปลูกต้นไม้ เราคงทำไม่ได้ สิ่งที่เดือดร้อนที่สุดในเวลานี้อย่าว่าแต่เรื่องที่ทำกินเลย แค่ที่จะนอนก็ยังจะไม่มี”
      
       เช่นเดียวกับ สายันต์ ปู่วิลัย คุณปู่วัย 65 ปี อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้มาตั้งแต่ตัวเองเกิด ซึ่งเมื่อก่อนปู่สายันต์ได้ทำอาชีพประมง แต่ปัจจุบันนี้ระบบนิเวศได้เปลี่ยนไปจึงไม่สามารถทำอาชีพนี้ได้อีก และด้วยความที่อายุมากแล้วจึงไม่มีใครจ้างไปทำงาน ซึ่งคุณปู่สายันต์ได้ย้ายบ้านถึง 7 หลังเพื่อหนีการไล่จากน้ำทะเล
      
       “ปู่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เป็นเด็ก ตอนนี้ปู่อายุตั้ง 65 ปีแล้วทำงานอะไรก็ไม่ไหว ทุกวันนี้ต้องเลี้ยงหลานอีก 2 คนที่พ่อแม่มันทิ้งไปทำงานที่ในเมืองและก็ไม่ส่งข่าวกลับมาอีกเลย ปู่เองก็ได้แต่เก็บหอยเก็บปูที่อยู่ในคลองเลี้ยงหลานไป เพื่อประทังชีวิต จะไปทำงานก็ไม่มีใครเขาจ้างเพราะเห็นว่าอายุมากแล้ว เคยขอความช่วยเหลือไปที่รัฐบาลแต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด มีเพียงแค่มาดู เพื่อให้นักข่าวถ่ายรูปแล้วก็กลับไป เท่านั้น”
      
       “ถ้ารอบนี้ถูกน้ำทะเลแย่งเอาบ้านไปอีก ก็คงจะพาหลานตัวน้อยๆ ไปอาศัยอยู่ที่วัด เพราะเราไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง เพราะทุกวันนี้บ้านบางหลังที่อยู่ในหมู่บ้านก็ต้องเสียค่าเช่าให้เจ้าของที่ดินบางคนด้วย อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นหลักให้เราได้ว่าเมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ชาวบ้านทุกคนจะมีที่อยู่อาศัย”
      
       ไม่ต่างกับป้าอุดม เจียสำราญ อายุ 67 หญิงชราที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนั้นกับหลานชายวัย 15 เพียงลำพัง ที่บอกว่ารู้สึก น้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดมาเป็นคนจน และยังถูกซ้ำเติมจากคลื่นน้ำที่พัดพาบ้านเรือนที่เคยนอนจากไปกับสายน้ำด้วย และก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าน้ำทะเลจะพัดพาเอาบ้านจากไปอีกเมื่อไร
      
       “ยายเป็นคนที่ตำบลนี้ ตั้งแต่ยายโตมา ย้ายบ้านหนีน้ำถึง 7 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่มีพายุลินดาเข้ายายต้องย้ายบ้านถึง 3 ครั้ง เพราะว่าน้ำมีความเชี่ยวกรากมาก เมื่อก่อนอาชีพของยายกับตาคือการทำประมง จับกุ้ง หอย ปลู ปลา ตามทะเลเพื่อหาเลี้ยงลูกๆ แต่เมื่อเจอน้ำทะเลทะลักเข้าท่วมบ้านก็จำเป็นที่จะต้องย้ายบ้านหนี และลูกสาวลูกชายก็ต้องขึ้นไปทำงานที่ในเมือง แรกๆก็ยังส่งข่าวมา แต่ระยะหลังก็ไม่เคยส่งข่าวมา”
      
       “ยายเองก็ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง มีสารพัดโรคมารุมเร้า ก็ไม่รู้ว่าจะจากโรคนี้ จากหลานชายไปวันไหน สิ่งที่ยายอยากที่จะได้มากที่สุดในเวลานี้ก็คือ การมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และการไม่ถูกทะเลเอาบ้านของเราไปอีก”
 
       รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมรับผิดชอบโครงการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ได้กล่าวถึงสาเหตุการกัดเซาะของน้ำทะเลว่ามาจากหลายหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ คลื่นลมในทะเล การลดลงของตะกอนจากแม่น้ำ ผลกระทบจากการทรุดตัวของแผ่นดิน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งและการก่อสร้างโครงการต่างๆ ตามแนวชายฝั่งทะเล เป็นต้น
      
       สำหรับวิธีแก้ไข รศ.ดร.ธนวัฒน์บอกว่า ในระยะสั้นจำต้องใช้มาตรการเร่งด่วนด้วยการนำเสาสามเหลี่ยมมาปักเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเล ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดกว่าการสร้างเขื่อน โดยจะมีการปักจุดละ 3 เสา ส่วนเหตุผลที่ปัก 3 เสา เพราะเมื่อเวลาที่มีการกัดเซาะของน้ำทะเลก็จะนำพาตะกอนมาติดอยู่ภายในเสา ก็จะช่วยลดปัญหาการกัดเซาะของน้ำทะเลที่ขึ้นมาลุกล้ำพื้นดินได้
 
(คอลัมน์:คุณภาพชีวิต |ชุมชนเมือง)
 
< Prev   Next >

Paknam Web Network

This website is part of the Paknam Web Network. It is produced in association with Sriwittayapaknam School in Samut Prakan. Paknam Web is the largest network of English language websites in Thailand. There are websites about every aspect of Thai culture and life.

Thai English Vocabulary List

วัดกลางทะเล - Temple in the Sea
วัดขุนสมุทรธาวาส - Wat Khun Samut Trawat (name of temple)
บ้านขุนสมุทรจีน - Ban Khun Samut Chin (name of village)
แหลมฟ้าผ่า - Laem Fapha (name of area - Cape Thunder)
อ.พระสมุทรเจดีย - Amphoe Phra Samut Chedi (name of district)
จ.สมุทรปราการ - Samut Prakan Province (name of province)